อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 17 สิงหาคม 2565

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 17 สิงหาคม 2565

เด็กไทยร่วม30% มีปัญหาการคิดเชิงบริหาร

เด็กปฐมวัยไทยเกือบ 30% มีปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหาร งานวิจัยชี้เด็ก EF ต่ำ มีแนวโน้มเสี่ยงเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว 2 เท่า ก่ออาชญากรรม 4 เท่า เหตุขาดทักษะการควบคุมตนเอง แนะระบบการสอนไม่ควรเร่งเรียนเขียนอ่าน เน้นฝึกทักษะการคิด-ตัดสินใจ-กำกับตนเอง จันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14.27 น.

วันนี้(27 พ.ย.) ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership จำนวน 30 องค์กร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการ EF Symposium 2017 เรื่อง “สมองเด็กไทย รากฐานทุนมนุษย์เพื่ออนาคตประเทศ” โดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลเพื่อเป็นรากฐานของไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัยมีการกำหนดนิยามที่ครอบคลุมการดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์ และให้ความสำคัญกับรอยเชื่อมต่อระหว่างอนุบาลกับชั้นประถมศึกษา รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เน้นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพัฒนาการทุกด้าน ไม่ส่งเสริมการเร่งเรียนวิชาการในเด็กอนุบาลจนรากฐานทักษะชีวิตของเด็กเสียหาย ซึ่งองค์ความรู้เรื่องทักษะสมอง Executive Functions (EF) เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคนไปตลอดชีวิตที่ต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็กเล็ก ให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ คิดวิเคราะห์ไตร่ตรอง อดทนรอคอย คิดเป็น เรียนรู้เป็น เป็นทักษะที่เราต้องการจากเด็กรุ่นใหม่มากกว่าการท่องจำเนื้อหาความรู้เพื่อเอาคะแนนสอบ จึงต้องลงทุนในเด็กปฐมวัยและให้ฝึกฝนทักษะชีวิตเพื่อยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว
    
นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพตอบโจทย์โลกยุคใหม่ จำเป็นต้องพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า หรือ EF ให้มนุษย์มีความสามารถในการบริหารจัดการชีวิต ทั้งคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต โดยจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็กเล็กเพราะเป็นช่วงที่สมองเติบโตมากที่สุด อย่างไรก็ตามจากรายงานผลพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย เมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว หรือการวัด EF ในเด็กอายุ 2-6 ปี จำนวน 2,965 คน กระจายทุกภูมิภาคของประเทศ พบว่า มีเด็กเกือบ 30% มีปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งเด็กเหล่านี้จะมีปัญหาในการกำกับตนเอง ทำโดยไม่คิด ใจร้อนรอคอยไม่เป็น วอกแวกง่าย ไม่สามารถทำงานยากให้สำเร็จ
    
“เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมในระยะยาวจะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในด้านการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งมีโอกาสเกิดปัญหาสังคมอื่นๆตามมา โดยจากการศึกษาในต่างประเทศเปรียบเทียบเด็กที่ขาดการพัฒนาทักษะ EF เมื่อเทียบกับเด็กที่มีทักษะ EF ที่ดี พบว่า เด็กที่ไม่ถูกฝึกทักษะ EF จะมีรายได้น้อยกว่า มีแนวโน้มติดประวัติอาชญากรรมถึง 4  เท่า ใช้สารเสพติดมากกว่าถึง 3 เท่า และมีแนวโน้มเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมากถึง 2 เท่า ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามเด็กไทยกว่า 30% ที่มีพัฒนาการ EF ล่าช้า โดยแนวทางสำคัญคือ ระบบการสอนและการดูแลเด็กปฐมวัยไม่ควรเร่งเรียนเขียนอ่านเพียงอย่างเดียว เพราะทำให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ และฝึกกำกับตนเองไปสู่เป้าหมาย ครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยควรมีความรู้ในการสามารถสังเกตและประเมินพัฒนาการเด็ก ตลอดจนจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ซึ่งสสส.และภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงเพื่อส่งเสริม EF ในเด็กและเยาวชนต่อไป”นางเพ็ญพรรณ กล่าว     
    
นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักวิชาการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ระบบการศึกษาที่มุ่งสอนหนังสือเพื่อมอบความรู้หมดสมัยไปแล้วในโลกไอที เด็กยุคใหม่ต้องรู้ว่าจะเป็นอะไร รู้จักกำหนดเป้าหมายของตัวเองและไปให้ถึงเป้าหมาย โดยไม่วอกแวก โดยสาเหตุที่เด็กไทยไม่มีเป้าหมายเพราะสมองถูกทำลายตั้งแต่อนุบาลด้วยระบบการศึกษาที่เร่งเรียนตั้งแต่ 3 ขวบ ซึ่งการพัฒนาสมองในเด็ก 2-7 ขวบ ควรให้เด็กได้เล่นและฝึกให้ทำงานบ้าน ซึ่งการทำงานบ้านเป็นการพัฒนาทักษะสมองมากกว่าการทำการบ้าน เพราะเป็นสถานการณ์ท้าทายที่ต้องวางแผนที่ซับซ้อน โดยเด็กจะรู้จักวางแผนทำงานบ้านให้เร็วเพื่อที่จะได้ออกไปเล่น ส่วนเด็กประถมคือการสอนโดยใช้โจทย์เป็นฐาน ซึ่ง EF จะช่วยเรื่องการควบคุมตนเอง ฝึกความจำใช้งาน และการคิดวิเคราะห์ โดยการพัฒนา EF สร้างได้ในเด็กทุกแห่งไม่เกี่ยวกับเงิน เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดู เช่น อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอน เล่นให้เยอะ ทำงานบ้านให้มากเพื่อให้รู้จักควบคุมตนเอง ปฏิรูประบบการศึกษาโดยเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนสมัยใหม่โดยใช้โจทย์เป็นฐาน เพื่อให้เด็กยุคใหม่สามารถกำหนดเป้าหมายเป็น และทำตามเป้าหมายของตนเองที่ตั้งไว้อย่างไม่วอกแวก   




 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

ข่าวล่าสุด

บอกต่อ : 771