อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 5 กรกฎาคม 2565

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 5 กรกฎาคม 2565

ขาช้อปได้เฮ...ช้อปช่วยชาติ รัฐบาลงัดอุ้มเศรษฐกิจ!!

มาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” เหมือนเดิม คือ กิน เที่ยว ซื้อของสามารถนำมาขอหักภาษีได้รวมกันแล้วไม่เกิน 30,000 บาท หรืออย่างละ 15,000 บาท แต่รอบนี้อาจเพิ่มเวลาให้นานสักหน่อย ส่วนจะเพิ่มเป็นกี่วันคงต้องรอรัฐบาลเห็นชอบก่อน จันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08.00 น.


มาอีกแล้ว…มาอีกแล้วค่ะ กับมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ที่รัฐบาลของ “ลุงตู่” เขาเตรียมงัดกันออกมาใช้อีกระลอก…ด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะช่วยผลักช่วยดัน สร้างมู้ด สร้างบรรยากาศ การใช้ การจ่ายให้กลับมาคึกคัก กลับมาฟู่ฟ่ากันอีกครั้ง

หากไม่มีอะไรผิดพลาด…ก็อาจได้เห็นรัฐบาลได้เคาะมาตรการนี้ออกมาในวันอังคารนี้ ถ้าไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญยิ่งยวดออกมากันซะก่อน...

เอาเป็นว่า…ไม่ว่าจะเป็นวันอังคารไหน? ก็ตาม แต่ก็เชื่อเถอะว่า รัฐบาลของ “ลุงตู่” ก็ต้องไฟเขียวมาตรการนี้ออกมาอยู่วันยังค่ำนั่นแหล่ะ โดยเฉพาะต้องออกมาก่อนวันปีใหม่ เพราะเป็นช่วงของการจับจ่ายใช้สอย ต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

แม้ว่า ประเทศไทย จะอยู่ในช่วงแห่งความโศกเศร้า และอยู่ในช่วงของการผลัดแผ่นดิน แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ชีวิตของคนไทยก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป การบริหารประเทศก็ต้องเดินหน้าต่อไปเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลานี้ เศรษฐกิจยังเดินหน้าแบบตะกุกตะกัก การจะสร้างบรรยากาศในประเทศให้เกิดความคึกคัก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!!



ที่สำคัญมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ที่ว่าก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปลายปีก่อน แถมยังช่วยกระชากอารมณ์ ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ดังนั้นบรรดา “ขาช้อป” ทั้งหลายเตรียมเพลิดเพลินกันได้

ส่วนรายละเอียดของมาตรการก็เป็นเหมือนเดิม ทั้งกิน ทั้งเที่ยว ทั้งซื้อของ นำมาขอหักภาษีได้รวมกันแล้วก็คงไม่เกิน 30,000 บาท หรืออย่างละ 15,000 บาท แต่รอบนี้อาจเพิ่มเวลาให้นานสักหน่อย!! เพราะเมื่อปลายปี 58 การให้เวลาช้อป เวลาเที่ยว เพียงแค่อาทิตย์เดียวก็อาจน้อยไปหน่อย ส่วนจะเพิ่มเป็นกี่วันคงต้องรอให้รัฐบาลเห็นชอบให้เรียบร้อยกันก่อน

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วนะว่า ด้วยเพราะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ดูไม่สดใสกันเท่าใดนัก เพราะมีสารพัดปัจจัยที่เกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องหาอะไรออกมากระตุ้น ก่อนหน้านี้รัฐบาลเขาก็ใช้มาตรการแจกเงินให้คนจนไปแล้วทั้ง 8.3 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนา หรือคนยากคนจนทั้งหลาย หากมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี รัฐบาลก็ยอมควักเงินจ่ายให้ 3,000 บาท



แต่ถ้ามีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 1 แสนบาท ต่อปี ก็จะได้เงินช่วยเหลือ 1,500 บาท เรื่องนี้คนของรัฐบาลย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ใช่เป็นการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขอให้ทุกคนเชื่อเถอะว่า...คนยากคนจนเหล่านี้ เขามีรายได้ไม่เพียงพอจริงๆ รัฐบาลเพียงแค่เพิ่มเงินให้เขานำมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะหากดูเม็ดเงินที่ใช้แล้วก็เพียงกว่า 20,000 ล้านบาท หากมาเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่กว่า 10 ล้านล้านบาทแล้ว คงกระตุ้นจีดีพีได้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น

ที่สำคัญ…ความตั้งใจจริงของรัฐบาล ก็เพื่อให้คนเหล่านี้มีช่องว่างที่จะหายใจ หายคอ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!! ส่วนเศรษฐกิจจะหมุนไปตามเงินที่หมุนมาเท่าไหร่นั้น ก็ค่อยไปว่ากันในทีหลัง หากหมุนกันได้หลายรอบก็ถือว่าเป็นเรื่องดี หากจะตกหลุมตกบ่อกันบ้างก็ค่อยหาอย่างอื่นมาแต่งเติมเสริมต่อกันเข้าไปใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชักชวนการดึงดูดให้บรรดาเอกชนรายใหญ่ทั้งหลายยอมควักเงินออกมาลงทุนเพิ่มมากขึ้น



ไม่เพียงเรื่องของการนำเงินค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ในการกิน การซื้อของ มาหักลดหย่อนภาษีได้เท่านั้น รัฐบาลยังได้เติมเรื่องของ “การลดภาษีน้ำหอม” ขึ้นมาอีก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น เอาเป็นว่า บรรดา “ขาช้อป” เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมเงินไว้ใช้จ่ายกันให้สุดสวิงริงโก้กันเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงจะมีเงินใช้จ่ายกันหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่อง

ก็เอาเถอะค่ะ…คนที่พอมีเงิน มีอันจะกินกันบ้าง ก็คงอดใจไม่ไหวเหมือนกัน เพราะเมื่อปลายปีก่อนรู้สึกกันอย่างนี้ล่ะค่ะ สุดท้าย...!! ก็ยอมควักเงินใช้จ่ายกันเป็นแถวทีเดียว เรียกว่า “เข้าทาง” รัฐบาลเขานั่นแหล่ะ ที่เอาปลาเล็กตกปลาใหญ่

เพราะเขาคิดกันแล้วว่า...การยอมเสียเงินค่าภาษีเพียง 4,000 ล้านบาท แต่สามารถเก็บภาษีแว็ตหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ถึง 5,00-6,000 ล้านบาท ก็ถือว่า “คุ้มค่า”

….......................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 562