อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 5 กรกฎาคม 2565

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 5 กรกฎาคม 2565

อัครศิลปิน พระปรีชาสามารถด้านดนตรี

พระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ประจักษ์ในนานาประเทศ ดังเห็นจากที่ทรงเข้าร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีของประเทศต่างๆ ที่พระองค์ทรงเสด็จเยือน โดยมิได้ทรงเตรียมพระองค์มาก่อน นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกล้วนถวายการยกย่องพระองค์ในฐานะทรงเป็นนักดนตรีแจซซ์ผู้มีอัจฉริยภาพสูงส่ง จันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2559 เวลา 08.00 น.

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น แก่พสกนิกรชาวไทย ในนาม “ทีมข่าวบันเทิงเดลินิวส์” ขอรวบรวมพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับด้านศิลปะแขนงต่าง ๆ, ดนตรี, บทพระราชนิพนธ์ ฯลฯ
    
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระปรีชาสามารถด้านดนตรี
      
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นสังคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์เพลง แยกและเรียบเรียงเสียงประสาน  ตลอดจนเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงต่าง ๆ อย่างแท้จริง สมกับที่พสกนิกรชาวไทยน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา อัครศิลปิน“
      
พระองค์ทรงเริ่มเรียนดนตรี เมื่อมีพระชนมายุ 13 พรรษา ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับครูชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชท์ โดยทรงเรียนการเป่าแซกโซโฟน วิชาการดนตรี การเขียนโน้ต และการบรรเลงดนตรีสากลต่าง ๆ ในแนวดนตรีคลาสสิก


      
ความสนพระราชหฤทัยในดนตรีแจซซ์  
        
ต่อมาจึงเริ่มฝึกดนตรีแจซซ์ โดยทรงหัดเป่าแซกโซโฟน สอดแทรกกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี เช่น Johnny Hodges และ Sidney  Berchet  และทรงโปรดดนตรีประเภทดิกซี่แลนด์ Dixieland Jazz เป็นอย่างมาก ซึ่งมีต้นกำเนิดที่เมืองนิวออร์ลีนส์ มีจุดเด่นที่ท่วงทำนอง สนุกสนานเร้าใจ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นแสดงความรู้สึกออกมาเป็นทำนองเพลงได้อย่างเสรี
        
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด เช่น แซกโซโฟน คลาริเนต และประเภทเครื่องทองเหลือง เช่น ทรัมเป็ต รวมทั้งเปียโน และกีตาร์ ที่ทรงฝึกเพิ่มเติมในภายหลัง พระองค์ทรงใช้ดนตรีให้เป็นประโยชน์ทางอ้อม ในหลายด้าน เช่น ทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อผูกพันสถาบันพระมหากษัตริย์กับนิสิตนักศึกษา โดยเสด็จฯ ไปทรงดนตรีร่วมกับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ อยู่นานกว่า 10 ปี
        
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการรวมนักดนตรีสมัครเล่นมารวมตัวกันตั้งเป็นวงขึ้นเป็นครั้งแรก ขณะที่ทรงประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ประกอบด้วยพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ที่ทรงคุ้นเคย และเมื่อโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. (อัมพรสถาน) ขึ้นในปีพุทธศักราช 2495 เพื่อให้เป็นสื่อกลางที่ให้ความบันเทิงและสารประโยชน์ในด้านต่าง ๆ พระราชทานชื่อว่า “วงลายคราม”  ก็ได้มีการออกอากาศส่งวิทยุกระจายเสียงกับวงดนตรีต่าง ๆ ด้วย
        
ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้นักดนตรีรุ่นหนุ่มมาเล่นดนตรีร่วมกับวงลายคราม จึงเกิดเป็นวงดนตรี “อ.ส.วันศุกร์”  มีลักษณะพิเศษ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมบรรเลงกับสมาชิกของวง ออกอากาศกระจายเสียงทางสถานีวิทยุประจำวันศุกร์ และยังทรงจัดรายการเพลงเอง ทรงเลือกแผ่นเสียงเองในระยะแรก บางครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้มีการขอเพลง และจะทรงรับโทรศัพท์ด้วยพระองค์เองทุกวันศุกร์  โดยที่ผู้ขอเพลงก็ไม่ทราบว่า ผู้รับโทรศัพท์เป็นใคร และวันอาทิตย์เป็นวันฝึกซ้อม วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ยังเป็นวงดนตรีที่โปรดให้ไปร่วมบรรเลงในงาน “วันทรงดนตรี ” ตามที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เพื่อทรงสังสรรค์ร่วมกับนิสิตนักศึกษา เป็นการส่วนพระองค์ ก่อนที่จะยกเลิกไป เพราะทรงมีพระราชกรณียกิจเพิ่มมากขึ้น


        
ในปีพุทธศักราช 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งแตรวง “วงสหายพัฒนา” ขึ้นอีกวงหนึ่ง  โดยมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นหัวหน้าวง โดยโปรดฯ ให้รวบรวมผู้ปฏิบัติราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และโดยเสด็จฯ ในการพัฒนาภูมิภาคต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น คณะแพทย์อาสาสมัคร, นักเกษตรหลวง, ข้าราชการในพระองค์, ราชองครักษ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เล่นดนตรีไม่เป็นเลย พระราชทานเวลาฝึกสอนในช่วงเวลาทรงออกพระกำลังในตอนค่ำ ๆ ของทุก ๆ วัน จนทุกคนเล่นดนตรีเป็น อ่านโน้ตได้ และสามารถบรรเลงในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ได้
        
ในด้านดนตรีไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์ดนตรีไทยและนาฏยศิลป์ไทยไว้ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป โดยมีพระราชกระแสรับสั่งให้นักดนตรีไทยช่วยกันรักษาระดับเสียงของดนตรีไทยไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานของวงดนตรีรุ่นหลัง ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือ “โน้ตเพลงไทย เล่ม 1” เพื่อรวบรวมและรักษาศิลปะทางดนตรีไทยไว้ให้เป็นหลักฐาน และมาตรฐานต่อไป  และทรงสนับสนุนให้มีการค้นคว้าวิจัยบันไดเสียงของดนตรีไทย โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
        
นอกจากนั้นพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีครอบประธานครูโขนละครและต่อกระบวนรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงในวิชาดนตรีและนาฏยศิลป์ไทยอีกด้วย  ซึ่งกิจกรรมทั้ง 2 อย่างนั้น ดำเนินมาจนถึงจุดที่ใกล้จะสูญสิ้นแล้ว  จึงนับได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อนุรักษ์ศิลปะของไทย เพื่อให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป


        
พระมหากษัตริย์นักดนตรี
      
มีเรื่องเล่ากันมาว่า นักดนตรีเอกของโลก ได้กล่าวถึงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีว่า หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ก็จะต้องทรงเป็นพระราชานักดนตรีของโลก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นทั้งพระมหากษัตริย์ และทรงเป็นนักดนตรีได้พร้อมกัน
        
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทพระนิพนธ์ เจ้านายเล็ก ๆ ยุวกษัตริย์ ความตอนหนึ่งว่า
        
“เมื่อถึงเวลาสนพระทัยแผ่นเสียงก็แข่งกันอีก รัชกาลที่ 8 ทรงเลือก Louis Armstrong,Sidney Berchet รัชกาลที่ 9 ทรงเลือก Duke Ellington Count Banc เกี่ยวกับการซื้อแผ่นเสียงนี้ ถ้าเป็นแจซซ์ต้องซื้อเอง ถ้าเป็นคลาสสิกเบิกได้ ”
        
“สิ่งที่ทรงเล่นมาด้วยกันเป็นเวลานาน คือ ดนตรี รัชกาลที่ 8 ทรงเริ่มด้วยเปียโนเพราะเห็นข้าพเจ้าเรียนอยู่ รัชกาลที่ 9 ขอเล่นหีบเพลง (accordion) เรียนอยู่ไม่กี่ครั้งก็ทรงเลิก เพราะไม่เข้ากับเปียโน แล้วรัชกาลที่ 8 ก็ทรงเลิกเรียนเปียโนไป...”

          
และในบทพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรี” ยังเล่าความเกี่ยวกับความสนพระราชหฤทัยในการทรงศึกษาเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ได้แก่ แตร เปียโน กีตาร์ และขลุ่ย ดังนี้
        
“..สำหรับแตรนั้นสนพระราชหฤทัยจึงไปเช่ามาเป็นแตรคอร์เน็ต อีกหลายปีจึงทรงซื้อเอง ดูเหมือนว่าแตรทรัมเป็ตเครื่องแรกที่ทรงซื้อจะเป็นแตรยี่ห้อเซลเมอร์ สั่งซื้อจากอังกฤษ แต่เป็นของฝรั่งเศส (เครื่องนี้พระราชทานวงสุนทราภรณ์ไป) จึงซื้อใหม่ยี่ห้อเซลเมอร์เหมือนกันครูเวย์เบรชท์บอกว่า แตรดีที่สุดคือยี่ห้อกูร์ตัว แต่ไม่ได้ทรงซื้อ..”
        
สำหรับเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่ทรงเล่น มีเปียโน ไม่เคยทรงเรียนจริงจังจากใคร เล่นเอาเอง ดูโน้ต เรียนวิธีประสานเสียง กีตาร์  ทรงเล่นเมื่อพระชนม์ราว 16 พรรษา เพื่อนที่โรงเรียนเป็นรุ่นพี่อายุมากกว่า ให้ยืมเล่น ภายหลังไปเอาคืน เขาเห็นว่าสนใจจึงให้เลย ขลุ่ย ทรงเล่นเมื่อพระชนม์ประมาณ 16-17 พรรษา เห็นว่าราคาไม่แพงนัก เล่นไม่ยาก นิ้วคล้าย ๆ แซกโซโฟน..ตอนหลังเคยเห็นทรงเล่นไวโอลินด้วย  คิดว่าทรงเล่นเอาเองไม่มีครูสอนดนตรี...”


        
นอกจากจะทรงศึกษาวิชาดนตรีจากพระอาจารย์ชาวต่างประเทศในต่างประเทศ  แต่เมื่อยังทรงพระเยาว์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงได้รับการแนะนำการดนตรีจาก พระเจนดุริยางค์ ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการในประเทศไทย ดังที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เช่นกันว่า “..คุณพระเจนดุริยางค์ เป็นอีกท่านที่กราบบังคมแนะนำเกี่ยวกับดนตรี โปรดคุณพระเจนฯ มาก ทรงพิมพ์ตำราที่คุณพระเจนฯ ประพันธ์ขึ้นทุกเล่ม...”
        
พระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ประจักษ์ในนานาประเทศ ดังที่จะเห็นจากการที่ทรงเข้าร่วมบรรเลงดนตรีกับวงดนตรีของประเทศต่าง ๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน ไม่ว่าวงดนตรีนั้น ๆ จะมีการเล่นดนตรีในแบบใด โดยมิได้ทรงเตรียมพระองค์มาก่อน นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกล้วนถวายการยกย่องพระองค์ในฐานะทรงเป็นนักดนตรีแจซซ์ผู้มีอัจฉริยภาพสูงส่ง

ดังเช่น เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประเทศออสเตรีย เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2507 ประธานสถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนาได้ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตร และสมาชิกกิตติมศักดิ์ ลำดับที่ 23 แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมนามาภิไธย “ภูมิพลอดุลยเดช” ปรากฏอยู่บนแผ่นจำหลักหินของสถาบัน ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ที่มีอายุน้อยที่สุด และเป็นชาวเอเชียเพียงผู้เดียวที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ชื่นชมไม่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น นักดนตรีต่างประเทศทั่วโลกก็ชื่นชม และยอมรับในพระอัจฉริยภาพนี้
        
พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับดนตรี เป็นเสมือนสติเตือนใจมวลพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เพื่อให้มีความเข้าใจลึกซึ้งเรื่องดนตรี และอิทธิพลที่พึงมีต่อสังคม หมู่คณะ และประเทศชาติ นอกเหนือไปจากความบันเทิงรื่นเริงใจ และสารประโยชน์ที่ได้จากเพลงหรือดนตรีโดยทั่วไป


        
ในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายหลังที่สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ประกาศนียบัตรเกียรติคุณชั้นสูง ให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์หมายเลข 23 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสตอบเป็นภาษาเยอรมัน (ต่อมา .ล.เดช สนิทวงศ์ ได้แปลและถ่ายทอดเป็นภาษาไทย) กล่าวถึงความสำคัญของดนตรีว่า
        
“ดนตรีทุกชนิดเป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่ง มนุษย์เกือบทั้งหมดชอบและรู้จักดนตรี ตั้งแต่เยาว์วัยคนเริ่มรู้จักดนตรีบ้างแล้ว ความรอบรู้ทางดนตรีอย่างกว้างขวางย่อมขึ้นกับเชาวน์ และสามารถในการแสดงของแต่ละคน อาศัยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า ในระหว่างศิลปะนานาชนิด ดนตรีเป็นศิลปะที่แพร่หลายกว่าศิลปะอื่น ๆ และมีความสำคัญในด้านการศึกษาของประชาชนทุกประเทศด้วย..”
        
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ในปี 2503 พระองค์ได้พระราชทานให้สัมภาษณ์แก่วิทยุเสียงอเมริกา
      
“ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจซซ์หรือไม่แจซซ์ก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า...ดนตรีคือสิ่งประณีตงดงาม และทุกคนควรนิยมในคุณค่าของดนตรีทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสม ตามแต่โอกาส และอารมณ์ที่แตกต่างกันไป...”

..................................
ทีมข่าวบันเทิงเดลินิวส์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 3.18K