อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2565

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2565

ไขความลับ ‘เครื่องสำอางออร์แกนิก’ เทรนด์ความงามธรรมชาติสุดฮอต..!!

สำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจรักษาสุขภาพมากขึ้น ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี จึงมีการผลิตเครื่องสำอางออร์แกนิกที่มีส่วนผสมทั้งตำรับพื้น จันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2558 เวลา 06.00 น.

ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับปัญหามลพิษ ควันพิษ และแสงแดดแผดเผาไม่เว้นแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ การดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี ซึ่งเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพยังคงเป็นกระแสมาแรงไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารคลีนฟู้ด การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ไม่เว้นแม้แต่เทรนด์ “เครื่องสำอางออร์แกนิก” แต่หลายคนยังคงไม่เข้าใจคำว่า “เครื่องสำอางธรรมชาติ” กับ “เครื่องสำอางออร์แกนิก” ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร จึงต้องไขความลับเพื่อความกระจ่างกันเสียที..!!

โดยดร.ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อปกป้องและส่งเสริมสุขภาพ และอาจารย์สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ความรู้ว่า เครื่องสำอางแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เครื่องสำอางที่มีสารออกฤทธิ์จากสารเคมีหรือสารสังเคราะห์ และเครื่องสำอางธรรมชาติ ซึ่งเครื่องสำอางธรรมชาติปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์ โดยเครื่องสำอางที่มีสารเคมีหรือสารสังเคราะห์มีผลข้างเคียงต่อผู้บริโภคหากใช้ไปในระยะเวลานาน แม้ว่าจะออกฤทธิ์เห็นผลเร็ว เป็นที่ต้องการในท้องตลาด โดยปัจจุบันได้มีการค้นคว้าวิจัยมากมายเพื่อให้ได้สารสกัดธรรมชาติมาใช้ทดแทนสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ความสำคัญในการวิจัยสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อนำมาใช้ในเครื่องสำอางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอื่น ๆ

เครื่องสำอางธรรมชาต(Natural Cosmetics) แบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ในส่วนของเครื่องสำอางที่มีสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ ได้แก่ การใช้สารออกฤทธิ์จากธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติอื่น ๆ แต่องค์ประกอบสารในตำรับพื้น (Base) ยังคงเป็นสารเคมีที่ใช้ในเครื่องสำอาง ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่ทางศูนย์ฯ ได้วิจัยและพัฒนาเอาสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติจากพืชมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์ เช่น ข้าวสีพื้นเมือง ชาอัสสัม และวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร (เช่น เมล็ดลิ้นจี่ เมล็ดลำไย) โดยผ่านกระบวนการศึกษาปริมาณสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ พร้อมทดสอบความปลอดภัย และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางธรรมชาติที่ได้ผ่านการวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงจากสารสกัดข้าวสีพื้นเมืองของไทย (เป็นแชมพู ครีมนวดผม และแฮร์โทนิกจากสารสกัดข้าวสีพื้นเมืองของไทย) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยสารสกัดธรรมชาติจากข้าวสีพื้นเมืองของไทยมีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมและลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ดี จึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันผมร่วงและลดผลข้างเคียงของการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในการรักษาผมร่วงได้ ซึ่งข้าวสีพื้นเมืองเป็นสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เบสของแชมพูยังต้องเป็นสารเคมี เนื่องจากแชมพูทุกชนิดจะต้องมีสารก่อฟอง

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ เซรั่มบำรุงผิวจากสารสกัดเมล็ดลิ้นจี่ สามารถช่วยชะลอวัย ต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มความชุ่มชื้นผิว และผลิตภัณฑ์ ครีมบำรุงผิวจากชาอัสสัม สามารถช่วยชะลอความชราและต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งชาอัสสัมนิยมนำมาทำเป็นชาเมี่ยงมีมูลค่าต่ำ และกระบวนการเก็บชาจะเก็บเฉพาะยอดชา ทำให้เหลือใบชาอัสสัมแก่บริเวณโคนต้น ดังนั้นจึงนำใบชาที่เหลือใช้เหล่านี้มาวิจัยและพัฒนาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าของเศษพืชท้องถิ่นที่เหลือใช้แล้ว

สำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจรักษาสุขภาพมากขึ้น ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี จึงมีการผลิตเครื่องสำอางออร์แกนิกที่มีส่วนผสมทั้งตำรับพื้น (Base) ของเครื่องสำอาง และสารออกฤทธิ์มาจากธรรมชาติที่สามารถยืนยันได้ว่าปราศจากการปนเปื้อนจากสารเคมี และต้องไม่เกี่ยวข้องกับการฉายรังสีหรือไม่มีการทดสอบในสัตว์ ทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มออร์แกนิกมีความต้องการมากในกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนผู้รักสุขภาพ และมีแนวโน้มในการตลาดมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออร์แกนิกมากขึ้น จึงเห็นได้อย่างแพร่หลายในยุโรปและญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางธรรมชาติมากกว่าออร์แกนิก และบางแห่งมีการเครมว่าเครื่องสำอางธรรมชาติเป็นเครื่องสำอางออร์แกนิกด้วย ทำให้หลายคนเกิดความสับสนคิดว่าเป็นเครื่องสำอางชนิดเดียวกัน แต่ถ้าเราทราบกระบวนการผลิตแล้วจะรู้ว่ามันแตกต่างกัน เพราะการทำเครื่องสำอางมี 2 เฟส เฟสหนึ่งคือพัฒนาตำรับพื้นหรือเบส (Base) ก่อน อีกเฟสหนึ่งคือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเบสที่ดีที่สุดมาใส่สารออกฤทธิ์เข้าไปและดูความคงตัวว่าให้ผลเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและคงตัวสำหรับผู้ใช้

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เบสของไนท์ครีมอาจให้ความรู้สึกเนื้อหนักกว่าเบสของเดย์ครีมที่บางเบาทาและซึมเข้าผิวอย่างรวดเร็วกว่า ถ้าไม่ใส่สารออกฤทธิ์จะเป็นแค่เบสของไนท์ครีมและเดย์ครีม แต่ถ้าต้องการเครมว่ามีสารสกัดจากส้มที่มีวิตามินซีสูงก็ใส่สารสกัดจากส้มเข้าไปและทดสอบประสิทธิภาพและความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส้มคือสารออกฤทธิ์เมื่อนำไปใส่กับไนท์ครีมจะกลายเป็นไนท์ครีมที่มีสารสกัดจากส้ม แต่เป็นเบสที่เนื้อหนักไม่ซึมเร็ว ถ้าเป็นเดย์ครีมเนื้อครีมจะบางเบาทำให้ได้เดย์ครีมที่มีสารสกัดจากส้มซึมเข้าผิวอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นคำว่า ครีม คือต้องนึกถึงส่วนของเบสมีส่วนของน้ำกับน้ำมันผสมกันกลายเป็นครีม ซึ่งปกติแล้วน้ำกับน้ำมันจะแยกชั้นกัน น้ำมันอยู่ข้างบนและน้ำจะอยู่ข้างล่าง ถ้าต้องการทำให้ผสมกันเป็นเนื้อขาวขุ่นต้องใส่สารที่ทำให้น้ำกับน้ำมันผสมกันเรียกว่าอิมัลซิไฟเออร์ ฉะนั้นเบสของครีมส่วนใหญ่จะมีส่วนผสม 3 ส่วน คือน้ำมัน น้ำ และอิมัลซิไฟเออร์ จากนั้นค่อยนำเบสครีมดังกล่าวใส่สารออกฤทธิ์ที่ต้องการ ซึ่งหากเป็นเครื่องสำอางออร์แกนิกทั้ง3ส่วนผสมของเบสจะต้องมาจากธรรมชาติรวมทั้งสารออกฤทธิ์ในเครื่องสำอางต้องเป็นสารธรรมชาติเช่นกัน

นอกจากนี้ขั้นตอนการทำเครื่องสำอางออร์แกนิกต้องดูไปถึงต้นกำเนิดของพืชแต่ละชนิดที่นำมาทำสารออกฤทธิ์ การปลูกมีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือไม่ มีการรับรองว่าปลอดภัยหรือเปล่า รวมถึงเบสทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ น้ำมัน น้ำ และอิมัลซิไฟเออร์มาจากที่ใด มีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถเครมได้ว่าเป็นเครื่องสำอางออร์แกนิกทันที ดังนั้นสินค้าออร์แกนิกจำเป็นมากในเรื่องของการรับรองว่าเป็นออร์แกนิกตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นับเป็นเรื่องที่ยากต่อการผลิตและเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง สินค้าจึงมีราคาแพง

สุดท้ายหากใครอยากซื้อสินค้าออร์แกนิก คงต้องพิจารณาด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ โดยดูส่วนประกอบว่ามีสารเคมีหรือไม่ หรืออาจสอบถามไปยังบริษัทผู้ผลิตว่าส่วนประกอบทั้งเบสและสารออกฤทธิ์ที่ใช้มีการรับรองหรือไม่ว่าเป็นออร์แกนิก ซึ่งรายละเอียดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอาจสอบถามหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เช่น องค์การอาหารและยา (อย.) จะสามารถตรวจสอบได้ในการเครมเครื่องสำอางในประเทศไทย หรือสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ขององค์การอาหารและยาหรือสอบถามข้อมูลได้ที่ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โทร.0-5391-7552 หรืออีเมล์ excellent_center@mfu.ac.th

ชญานิษฐ คงเดชศักดา



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 299