อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2565

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2565

ย้อนคดีดังนักโทษประหาร คุกตลอดชีวิตสู่การพักโทษ

“เดลินิวส์ออนไลน์” ย้อนรอย 4 คดีดัง นักโทษถูกตัดสินประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้รับการอภัยโทษและถูก “พักโทษ” ออกมาใช้ชีวิตสู่โลกภายนอกในที่สุด อาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2558 เวลา 09.30 น.

ในอดีตที่ผ่านมา มีคดีที่ได้รับการกล่าวขวัญถึง และเป็นที่โจษขานของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะคดี “อาชญากรรม” ซึ่ง “อาชญากร” ผู้ก่อเหตุมักได้รับความสนใจจากสังคม ถูกประณามการกระทำ และถูกศาลตัดสินโทษให้ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ภายหลังอาจได้รับการอภัยโทษ ทำให้โทษจำคุกตลอดชีวิต ถูกลดหลั่นลงมาเหลือเพียงไม่กี่สิบปี จนในที่สุดก็ได้รับการ “พักโทษ”

“การพักการลงโทษผู้ต้องขัง” ถูกนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังปรากฏข่าว "ผู้พันตึ๋ง" หรือ "พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ"ผู้ต้องขังคดีฆาตกรรม นายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เมื่อปี 2544 ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ และถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางบางขวาง ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา “ทีมข่าวเดลินิวส์ออนไลน์” จึงขอพาไป "ย้อนรอยคดีดัง" สำหรับนักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิต หรือถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันได้ถูกพักโทษและออกมาใช้ชีวิตสู่โลกภายนอกได้แล้ว...

คดีอุ้มฆ่า สองแม่ลูกตระกูล "ศรีธนะขัณฑ์" จากคดีเพชรซาอุฯ

พล..ท.ชลอ เกิดเทศ

จำคุกรวม 19 ปีเศษ ก่อนได้รับการพักโทษ

หากกล่าวถึงอาชญากรรมที่โด่งดังไปทั่วโลก หลายคนคงนึกถึง “มหากาพย์คดีเพชรซาอุ” เมื่อราวปี พ.ศ. 2532 ซึ่งเป็นคดีขโมยเครื่องเพชรเจ้าชาย "ไฟซาล บิน ฟาฮัด" แห่งราชวงศ์ไฟซาลประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง ได้เข้าไปทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย แต่กลับขโมยเครื่องเพชร ของเจ้าชายไฟซาล และหนีกลับประเทศไทย โดยที่ด่านศุลกากรของทั้ง 2 ประเทศไม่สามารถตรวจสอบได้ พร้อมนำเครื่องเพชรดังกล่าว มายังจังหวัดลำปาง หลังจากนั้นไม่นานซาอุดีอาระเบียได้ประสานมายังรัฐบาลไทย ขอให้เร่งติดตามเครื่องเพชรประจำราชวงศ์ส่งคืน

ต่อมา พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้น ได้มอบหมายให้ พล...ชลอ เกิดเทศ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ ออกติดตามเครื่องเพชรดังกล่าว เมื่อจับตัว นายเกรียงไกรได้ เจ้าตัวให้การว่า ได้ขายเครื่องเพชรให้นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชรชื่อดัง ซึ่งตำรวจในทีมของพล.ต.ท.ชลอ ขอให้ส่งเครื่องเพชรคืน แต่นายสันติไม่ยอม ขณะเดียวกันนางดาราวดี ศรีธนะขัณฑ์ ภรรยาของนายสันติ ได้เดินทางไปส่งลูกชายคือ ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ไปโรงเรียน ทีมสอบสวนได้เข้าคุมตัวทั้งคู่ไปกักขัง เพื่อรีดสอบสวนถึงเพชรดังกล่าว แต่นายสันติได้แจ้งความว่า ลูกและภรรยาของตนถูกอุ้ม ทีมตำรวจของพล.ต.ท.ชลอ จึงฆ่าปิดปากสองแม่ลูกอย่างโหดเหี้ยม และอำพลางคดีให้เป็นเหมือนอุบัติเหตุรถชน คดีฆาตกรรมดังกล่าวใช้เวลาในการตัดสินยืดเยื้อยาวนาน จนศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินให้ประหารชีวิตพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 52 ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษอีกหลายครั้ง

หลังจากถูกขังอยู่ในเรือนจำบางขวางมาเป็นเวลากว่า 19 ปี ในที่สุด นายชลอ เกิดเทศ ก็ได้รับสิทธิพิจารณาให้พักโทษ พ้นจากคุก หลังเข้าเงื่อนไขการพักโทษคือ เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ต้องโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ประกอบกับอายุเกิน 70 ปี และมีโรคประจำตัวหลายโรค โดยยังต้องมารายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติจนกว่าจะพ้นโทษที่เหลือ

คดี "หมอวิสุทธิ์" ฆ่าหั่นศพ "..ผัสพร"

นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ

จำคุกรวม 10 ปี 7 เดือน ก่อนได้รับการพักโทษ

นับเป็นคดีฆาตกรรมซ่อนเงื่อนที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยคดีนี้เกิดขึ้นวันที่ 23 ก.พ. 44 นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ได้เข้าแจ้งความว่า พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ภรรยาของตนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อวันที่ 20-22 ก.พ.ปีเดียวกัน ซึ่งแท้จริงแล้ว เมื่อวันที่ 20 ก.พ. หมอวิสุทธิ์ได้วางแผนพาพญ.ผัสพร ไปรับประทานอาหาร ที่ร้านอาหารย่านสยามสแควร์ โดยผสมยานอนหลับในอาหารให้พญ.ผัสพรกิน จนเกิดอาการมึนงง จึงประคองภรรยาออกไป ท่ามกลางสาธารณชน ก่อนนำไปขังในห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ จุฬาฯ และใช้ของแข็งมีคมฆ่าพญ.ผัสพร จากนั้นนพ.วิสุทธิ์ได้ใช้มีดผ่าตัดแล่ชิ้นเนื้อ และอวัยวะต่างๆ ก่อนนำไปทำลายในสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งปลอมหนังสือลางาน และจดหมายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แกะรอยจนพบเบาะแสสำคัญ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในร้านอาหาร ซึ่งจับภาพหมอวิสุทธิ์ ขณะประคองภรรยาที่มีท่าทีเหม่อลอยออกจากร้าน นำไปสู่การเข้าตรวจค้น ห้องพักในอาคารวิทยนิเวศน์ และพบคราบเลือดและชิ้นเนื้อ ก่อนสืบทราบว่า นพ.วิสุทธิ์ได้เปิดห้องที่โรงแรมดังย่านลาดพร้าว หลังเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ดูดบ่อเก็บสิ่งปฏิกูลของทั้ง 2 แห่ง เพื่อหาชิ้นส่วนศพจนพบ และนำไปตรวจหาดีเอ็นเอจนสำเร็จ

เมื่อสืบจนทราบว่า นพ.วิสุทธิ์เป็นผู้ลงมือฆ่าหั่นศพภรรยาตัวเองจริง ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ได้พิพากษาให้ประหารชีวิตสถานเดียว

จนเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 50 ได้รับการอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต และได้รับการอภัยโทษอีกหลายครั้ง เนื่องจากปฏิบัติตัวดี และเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม ระหว่างต้องโทษทำประโยชน์ด้วยการช่วยดูแลผู้ป่วย จนในที่สุด กรมราชทัณฑ์ได้อนุมัติให้ นพ.วิสุทธิ์ พักโทษได้ ในวันที่ 4 ส.ค. 57 โดย นพ.วิสุทธิ์ จำคุกเป็นระยะเวลารวม 10 ปี 7 เดือน

คดี “เสริม สาครราษฎ์” ฆ่าหั่นศพ “น..เจนจิรา”

นายเสริม สาครราษฎร์

จำคุกรวม 13 ปี 9 เดือน ก่อนได้รับการพักโทษ

เป็นอีกหนึ่งคดีฆ่าหั่นศพที่โด่งดังไม่แพ้คดีของ “หมอวิสุทธิ์” กรณี นายเสริม สาครราษฎร์ นศ.แพทย์ ชั้นปีที่ 2 (ในขณะนั้น) ก่อคดีฆ่าหั่นศพ ..เจนจิรา พลอยองุ่นศรี แฟนสาว นศ.แพทย์ชั้นปี 5 เมื่อปี พ.ศ. 2541 เพราะความแค้น ที่แฟนสาวพยายามบอกเลิก และตีตัวออกห่าง จึงได้วางแผนชวนแฟนสาวมาติวหนังสือที่ห้องพัก หลังพยายามปรับความเข้าใจ แต่ฝ่ายหญิงไม่ไม่ยินยอมคืนดี นายเสริมจึงใช้ปืนยิงศีรษะ น.ส.เจนจิรา จนเสียชีวิต จากนั้นจึงใช้มีดผ่าตัดชำแหละศพ แยกชิ้นส่วนนำไปทิ้งลงชักโครก ส่วนกะโหลกศีรษะได้นำไปทิ้งแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

หลังถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ต้องเค้นสอบอยู่นาน กระทั่งยอมรับสารภาพ ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 54 นายเสริม สาครราษฎร์ ได้รับการปล่อยตัวหลังได้รับการอภัยโทษถึง 5 ครั้ง เนื่องจากระหว่างต้องโทษปฏิบัติตัวดี เป็นนักโทษชั้นดี รวมถูกจำคุกทั้งหมด 13 ปี 9 เดือน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น นายไชยา ตันทกานนท์

คดี "ผู้พันตึ๋ง" ฆ่าโหด"ผู้ว่าฯปรีณะ"

พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ

จำคุกรวม 14 ปี ก่อนได้รับการพักโทษ

ล่าสุดได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ "ผู้พันตึ๋ง" ผู้ต้องขังคดีฆาตกรรม นายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เมื่อปี 2544 ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ และถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางบางขวางแล้ว โดยคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2544 มีคนพบศพนายปรีณะ ผู้ว่าฯเมืองยโสธร ถูกฆาตกรรมในห้องพักแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 โดยสภาพศพถูกยิงที่ศีรษะ และปาดคอซ้ำ เสียชีวิตอย่างน่าอนาถ ซึ่งคดีสามารถคลี่คลายได้หลัง นางอัญคนางค์ คนสนิทของนายปรีณะมอบตัว และซักทอดว่า “ผู้พันตึ๋ง” กับสมุนเป็นคนฆ่า โดยบุกเข้ามาในห้องพัก พร้อมใช้มีดมาเชือดคอผู้ตายหลายครั้ง ก่อนจะใช้ปืนพกยิงซ้ำที่ศีรษะจนตายสนิท โดยมีหลักฐานเป็นคราบเลือดที่ก๊อกน้ำในห้องพักที่ ผู้พันตึ๋ง มาเปิดไว้โดยใช้ชื่อปลอม และบริเวณแป้นเบรกรถของผู้พันตึ๋ง ก็มีคราบเลือดของผู้ตายด้วย

โดยคดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2549 ยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ประหารชีวิตผู้พันตึ๋ง และลูกน้องอีก 2 คน ก่อนได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

ต่อมาได้รับการอภัยโทษ 4 ครั้ง เหลือโทษ 17 ปี 24 วัน ทั้งนี้ผู้พันตึ๋งถูกจำคุกมาแล้ว 14 ปี จึงได้รับการพักการลงโทษตามเงื่อนไข คือเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม ได้รับโทษมาแล้วเกิน 2 ใน 3 ทั้งนี้จะต้องมารายงานตัวกับกรมคุมประพฤติตามกำหนดเวลา จนครบกำหนดโทษที่เหลืออยู่อีก 2 ปี 9 เดือน

...................................

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมกรมราชทัณฑ์ สถิตินักโทษประหารชีวิต ประจำเดือนมกราคม พ.. 2558 รวมทุกชั้นศาล เป็นชาย 597 คน หญิง 52 คน รวมทั้งสิ้น 649 คน

สำหรับการ “พักการลงโทษ” หมายถึงการปลดปล่อยออกไปก่อนครบกำหนดโทษ ตามคำพิพากษาศาล ไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขัง แต่เป็นประโยชน์ที่ทางราชการให้แก่นักโทษ ที่มีความประพฤติดี มีความก้าวหน้าทางการศึกษา และทำงานเกิดผลดีแก่เรือนจำ หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด แบบเป็น

-นักโทษชั้นเยี่ยมคือเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3

-นักโทษชั้นเยี่ยมชั้นดีมาก คือเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 4

-นักโทษชั้นดี คือเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 5

โดยนักโทษเหล่านี้ ต้องมารายงานตัวกับกรมคุมประพฤติ ตามกำหนดเวลา จนครบกำหนดโทษที่เหลืออยู่ ซึ่งหากระหว่างการพักโทษ หากผู้ต้องโทษกระทำผิด จะถูกนำกลับมาคุมขังที่เรือนจำต่อไป...

.......................................

ทีมข่าวเดลินิวส์ออนไลน์....รายงาน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 688